ชีวิตก็เหมือนเงิน ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้น เราต้องกล้าลงทุน
ชีวิตก็เหมือนเงิน ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้น เราต้องกล้าลงทุน บางครั้งชีวิตของคนเราก็คล้ายกับ เงินที่ฝากไว้ในบัญชีธนาคาร เรานำเงินไปฝาก เพร...

ชีวิตก็เหมือนเงิน ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากขึ้น เราต้องกล้าลงทุน
บางครั้งชีวิตของคนเราก็คล้ายกับ เงินที่ฝากไว้ในบัญชีธนาคาร
เรานำเงินไปฝาก เพราะต้องการความมั่นคง ต้องการความปลอดภัย และไม่อยากเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้น แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ เมื่อความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนที่ได้รับก็มักจะต่ำตามไปด้วย
ชีวิตการทำงานก็มีลักษณะคล้ายกัน
เราตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ไปทำงาน ทำหน้าที่ของตัวเอง แลกเวลา แรงกาย ความคิด และความสามารถกับรายได้ เมื่อสิ้นเดือนเราก็ได้รับเงินเดือน แล้ววงจรเดิมก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ตราบใดที่เรายังต้องการรายได้ เราก็ยังต้องทำงาน
มันจึงคล้ายกับการมีเงินก้อนหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ แต่การจะเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ รายได้ของเราถูกผูกติดอยู่กับเวลาและกำลังในการทำงานของเรา
ในทางกลับกัน หากเรานำเงินออกจากบัญชีเงินฝากไปลงทุน เราอาจมีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเดิม แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ความเสี่ยง
การทำธุรกิจก็เช่นเดียวกัน
เราอาจต้องนำเงินเก็บออกมาลงทุน ต้องใช้เวลาหลังเลิกงาน ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ต้องลองผิดลองถูก และบางครั้งสิ่งที่ลงทุนไปอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง
แต่สิ่งหนึ่งที่ธุรกิจแตกต่างจากการทำงานแลกเงินโดยตรง คือ มันมีโอกาสสร้างระบบที่ทำงานแทนเรา
จากเดิมที่มีเพียง
“คนหนึ่งคน × เวลาหนึ่งวัน”
อาจค่อย ๆ กลายเป็น
“ระบบ × เทคโนโลยี × ทีมงาน × เงินทุน × ลูกค้าจำนวนมาก”
นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าการใช้แรงของคนเพียงคนเดียว
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรลาออกจากงานแล้วนำเงินทั้งหมดไปทำธุรกิจ เพราะการลงทุนและการทำธุรกิจไม่มีผลตอบแทนใดที่รับประกัน และผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็มักมาพร้อมความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นเช่นกัน
ทางเลือกที่สมเหตุสมผลสำหรับคนจำนวนมากจึงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง “งานประจำ” หรือ “ธุรกิจ” อย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่อาจเป็นการใช้ความมั่นคงจากงานประจำ เป็นฐานในการค่อย ๆ สร้างสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งขึ้นมา
ทำงานเพื่อสร้างเงินทุน
ใช้เงินทุนเพื่อสร้างสินทรัพย์
ใช้ความรู้เพื่อสร้างธุรกิจ
ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบ
และค่อย ๆ ทำให้ระบบเหล่านั้นสร้างคุณค่ากลับมาให้เรา
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การ “ไม่ต้องทำงานอีกเลย”
แต่คือการเดินไปถึงวันที่
เราไม่จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา เพียงเพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลา
เงินฝากให้ความมั่นคงแก่เงินของเรา
การลงทุนเปิดโอกาสให้เงินเติบโต
งานประจำก็ให้ความมั่นคงแก่ชีวิต
ขณะที่ธุรกิจและสินทรัพย์อาจเปิดโอกาสให้ชีวิตเติบโตไปไกลกว่าข้อจำกัดของเวลา
ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทิ้งความมั่นคงที่มีอยู่
เพียงแต่ในขณะที่เรายังมีแรง มีเวลา และมีโอกาส
อย่าลืมสร้างบางสิ่งที่วันหนึ่งอาจทำงานแทนเรา
เพราะชีวิตไม่ควรมีเพียงคำถามว่า
“วันนี้เราจะทำงานหาเงินได้เท่าไร?”
แต่อาจต้องเริ่มถามตัวเองอีกคำถามว่า
“วันนี้เรากำลังสร้างอะไร ที่วันหนึ่งจะช่วยสร้างรายได้โดยไม่ต้องใช้เวลาของเราทั้งหมด?”
#ThinkTong #บันทึกความคิดของคนชอบคิด